นิทานพื้นบ้าน
คำว่า"นิทาน" หมายถึง
นิทาน เป็นวรรณกรรมมุขปาฐะที่เล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน เพื่อความสนุกสนานเบิกบานใจ ผ่อนคลายความตึงเครียด เพื่อเสริมศรัทธาในศาสนา เทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นคติเตือนใจ ช่วยอบรมบ่มนิสัย ช่วยให้เข้าใจสิ่งแวดล้อมและปรากฏการณ์ธรรมชาติ เนื้อเรื่องของนิทานเป็นเรื่องนานาชนิด อาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับการผจญภัย ความรัก ความโกรธ เกลียด ริษยา อาฆาต ตลกขบขัน หรือเรื่องแปลกประหลาดผิดปกติธรรมดา ตัวละครในเรื่องก็มีลักษณะต่างๆกัน อาจเป็นคน สัตว์ เจ้าหญิง เจ้าชาย อมนุษย์ แม่มด นางฟ้า แต่ให้มีความรู้สึกนึกคิด พฤติกรรมต่างๆเหมือนคนทั่วไปหรืออาจจะเหมือนที่เราอยากจะเป็น เมื่อนิทานตกไปอยู่ในท้องถิ่นใดก็มักมีการปรับเนื้อเรื่องให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมของถิ่นนั้น นิทานในแต่ละท้องถิ่นจึงมีเนื้อเรื่องส่วนใหญ่คล้ายคลึงกัน คือ สภาพความเป็นมนุษย์ อารมณ์ ความรู้สึกรัก เกลียด ความโง่ ฉลาด ขบขัน อาฆาตแค้น หรือทุกข์ สุข ส่วนรายละเอียดจะแตกต่างไปบ้างตามสภาพแวดล้อมและอิทธิพลของวัฒนธรรมความเชื่อของ แต่ละท้องถิ่น
ลักษณะนิทานพื้นบ้าน
นิทานพื้นบ้านมีลักษณะเฉพาะที่เห็นเด่นชัด คือ เป็นเรื่องเล่าที่มีการดำเนินเรื่องอย่างง่ายๆโครงเรื่องไม่ซับซ้อน วิธีการที่เล่าก็เป็นไปอย่างง่ายๆตรงไปตรงมา มักจะเริ่มเรื่องโดยการกล่าวถึงตัวละครสำคัญของเรื่อง ซึ่งอาจจะเป็นรุ่นพ่อ-แม่ของพระเอกหรือนางเอก แล้วดำเนินเรื่องไปตามเวลาปฏิทิน ตัวละครเอกพบอุปสรรคปัญหา แล้วก็ฟันฝ่าอุปสรรคหรือแก้ปัญหาลุล่วงไปจนจบเรื่อง ซึ่งมักจะจบแบบมีความสุข หรือสุขนาฏกรรม ถ้าเป็นนิทานคติ ก็มักจะจบลงว่า “นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…..” ถ้าเป็นนิทานชาดกก็จะบอกว่าตัวละครสำคัญของเรื่องในชาติต่อไป ไปเกิดเป็นใครบ้าง ถ้าเป็นนิทานปริศนาก็จะจบลงด้วยประโยค คำถาม ลักษณะของนิทานพื้นบ้านสรุปได้ดังนี้
- เป็นเรื่องเล่าด้วยถ้อยคำธรรมดา เป็นภาษาร้อยแก้วไม่ใช่ร้อยกรอง
- เล่ากันด้วยปากสืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านาน และเมื่อการเขียนเจริญขึ้น ก็อาจมีการเขียนขึ้นตามเค้าเดิมที่เคยเล่าด้วยปาก
- ไม่ปรากฏว่าผู้เล่าดั้งเดิมเป็นใคร อ้างแต่ว่าเป็นของเก่าฟังมาจากผู้เล่า ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญยิ่งในอดีตอีกต่อหนึ่ง ผิดกับนิยายสมัยใหม่ที่ทราบตัวผู้แต่ง แม้นิทานที่ปรากฏชื่อ ผู้แต่งเช่น นิทานของกริมม์ ก็อ้างว่าเล่าตามเค้านิทานที่มีมาแต่เดิมไม่ใช่ตนแต่งขึ้นเอง
ลักษณะสำคัญของนิทานพื้นเมือง
- ต้องเป็นเรื่องเก่า
- ต้องเล่ากันด้วยภาษาร้อยแก้ว
- ต้องเล่ากันด้วยปากมาก่อน
- ต้องแสดงความคิด ความเชื่อของชาวบ้าน
- เรื่องจริงที่มีคตินับอนุโลมเป็นนิทานได้เช่น มะกะโท ชาวบ้านบางระจัน เป็นต้น
โดยนัยดังกล่าวจะเห็นได้ว่าลักษณะที่สำคัญที่สุดของนิทานพื้นบ้านคือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาด้วยปากและไม่ทราบว่าผู้ใดแต่ง
ความสำคัญของนิทานพื้นบ้าน
นิทานพื้นบ้านมีบทบาทสำคัญต่อการถ่ายทอดการเรียนรู้ เสริมสร้างบุคลิกภาพ มีพลังโน้มน้าวความคิด ทัศนคติ และพฤติกรรมของแต่ละบุคคล รวมทั้งมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์และสังคมในหลายด้านสรุปได้ดังนี้
- นิทานพื้นบ้านเป็นเครื่องช่วยให้มนุษย์เข้าใจสภาพของมนุษย์โดยทั่วไปได้ดียิ่งขึ้น เพราะในนิทานพื้นบ้านเป็นที่ประมวลแห่งความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อ ความนิยม ความกลัว ความบันเทิงใจ ระเบียบแบบแผน และอื่นๆ
- นิทานพื้นบ้านเป็นเสมือนกรอบล้อมชีวิตให้อยู่ในขอบเขตที่มนุษย์ในสังคมนั้นๆนิยมว่าดีหรือถูกต้อง แม้กฎหมายบ้านเมืองก็ยังไม่สามารถบังคับจิตใจของมนุษย์ได้เท่า เพราะมนุษย์ได้ฟัง ได้ซึมซับสั่งสมการอบรมนั้นๆไว้ในวิถีชีวิตตั้งแต่เด็ก
- นิทานพื้นบ้านทำให้มนุษย์รู้จักสภาพชีวิตท้องถิ่นโดยพิจารณาตามหลักที่ว่าคติชาวบ้านเป็นพื้นฐานชีวิตของคนชาติหนึ่งๆหรือชนกลุ่มนั้นๆ
- นิทานพื้นบ้านเป็นมรดกของชาติในฐานะเป็นวัฒนธรรมประจำชาติเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์แต่ละชาติแต่ละภาษา มีการจดจำและถือปฏิบัติกันต่อๆมา
- นิทานพื้นบ้านเป็นทั้งศิลป์และศาสตร์ เป็นต้นเค้าแห่งศาสตร์ต่างๆและช่วยให้การศึกษาในสาขาวิชาอื่นกว้างขวางยิ่งขึ้น
- นิทานพื้นบ้านทำให้เกิดความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตน ช่วยให้คนแลเห็นสภาพของตนว่าคล้ายคลึงกับคนอื่นๆ ความคิดเช่นนี้ก่อให้เกิดความเป็นกลุ่มไม่เกิดการแบ่งแยก
- นิทานพื้นบ้านเป็นเครื่องบันเทิงใจยามว่างของมนุษย์
ตัวอย่างนิทานพื้นบ้าน
1.ดาวลูกไก่
ที่ชายป่าแห่งหนึ่งไม่ไกลจากเชิงเขา ตากับยายปลูกกระท่อมอาศัยอยู่กันตามลำพัง
มีอาชีพเก็บผักและของป่าไปขายให้พอเลี้ยงชีพได้ตากับยายเลี้ยงไก่ตัวหนึ่งไว้กินไข่
ต่อมาแม่ไก่ออกไข่ แล้วฟักออกมาเป็นลูกไก่ตัวน้อยๆน่ารัก 7 ตัว
ตากับยายนั้น เลี้ยงดูและเมตตาให้อาหารกับแม่ไก่และลูกไก่ตามกำลังบางครั้งให้ข้าวเปลือก บางคราให้เป็นอาหารแม่ไก่บอกลูกไก่ทั้ง 7 ว่า “จำไว้นะลูกจ๋า ตากับยายเป็นผู้มีพระคุณ”
ส่วนตากับยายนั้น ก็เฝ้าดูแม่ไก่และลูกไก่น้อย…ที่คอยคลอเคลียแม่ไม่ยอมห่าง…ด้วยความเอ็นดู
วันหนึ่ง มีเหยี่ยวตัวหนึ่งโฉบบินอยู่กลางเวหา
แม่ไก่และลูกไก่เห็นต่างพากันชุลมุนวิ่งหนีลนลาน
เจ้าเหยี่ยวบินถลาลงมา หวังจะโฉบจับไก่ไปเป็นอาหาร
แต่ตายายเห็นเข้า คว้าไม้คานไล่เหยี่ยวทันเวลา
แม่ไก่และลูกไก่ปลอดภัย รู้สึกซาบซึ้งบุญคุณของตากับยายเป็นอย่างมาก
ที่ช่วยชีวิตมันไว้ ให้รอดพ้นจากอันตราย
อยู่มาวันหนึ่ง ได้มีพระธุดงค์มาปักกลด อยู่ริมเชิงเขา
ตากับยายจึงเข้าไปนมัสการ และตั้งใจว่าจะทำอาหารไปถวายพรุ่งนี้
เมื่อค้นดูในเสบียงอาหาร ในครัวก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย
ตากับยายสงสารพระมาก..เกรงว่าจะอดอาหาร
เพราะในระแวกนี้…มีบ้านของตากับยายเพียงหลังเดียว
ตากับยายจึงปรึกษากันว่า อาจจะต้องฆ่าแม่ไก่แล้วทำอาหารถวายพระ
ทั้งตากับยายรู้สึกเศร้าใจมาก
ด้วยความรักและสงสารแม่ไก่กับลูกไก่ที่ต้องกลายเป็นลูกกำพร้า
แม่ไก่ที่กำลังกกลูกไก่นอนอยู่…ได้ยินดังนั้น จึงตัดสินใจยอมสละชีวิต
เพื่อตอบแทนบุญคุณของตากับยาย แม่ไก่จึงบอกลูกว่า
“ลูกเอ๋ย วันรุ่งแม่ก็ต้องตายแล้ว แม่จะต้องตอบแทนบุญคุณตากับยาย
ที่ชุบเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเป็นลูกเจี๊ยบ”
ลูกไก่ทั้ง 7 ได้ยินดังนั้น ก็ร้องไห้ซบอกแม่แน่นขึ้น
แม่ไก่ก็ร้องไห้สะอื้นสั่งเสียลูกต่อไปว่า
“ลูกๆทั้ง 7 ตัว ต้องรักกันสามัคคีกัน น้องจิ๋วต้องเชื่อฟังพี่ใหญ่”
แล้วแม่ไก่ก็กอดลูกน้อยร้องไห้ทั้งคืน จนกระทั่งหลับไป
เช้ามืดวันรุ่งขึ้น ตากับยายทำอาหาร…ตาจึงเชือดแม่ไก่เอาไปทำแกง
เมื่อตากับยายก่อไฟเตรียมประกอบอาหาร
ทันใดนั้น ตากับยายก็ต้องตกตะลึงจนร้องไม่ออก
เมื่อเห็นลูกไก่ทั้ง 7 ตัว กระโดดเข้ากองไฟ ตายตามแม่ไก่ไปเทวดานางฟ้า ต่างก็ทราบซึ้งในความกตัญญูของแม่ไก่และลูกไก่
จึงได้รับลูกไก่ทั้ง 7 ตัว ไปอยู่บนฟากฟ้า มีแสงระยิบระยับเป็นประกาย
ที่ทำให้ลูกไก่ทั้ง 7 ได้ไปเกิดเป็น “ดาวลูกไก่”
หรือที่เรียกว่ากลุ่มดาวฤกษ์ ๗ ดวง ชื่อ “กัตติกา” บนท้องฟ้า
คอยประกาศถึงความดี…ที่มีความรัก และความสามัคคีของพี่น้องทั้ง 7 นั่นเอง
มีอาชีพเก็บผักและของป่าไปขายให้พอเลี้ยงชีพได้ตากับยายเลี้ยงไก่ตัวหนึ่งไว้กินไข่
ต่อมาแม่ไก่ออกไข่ แล้วฟักออกมาเป็นลูกไก่ตัวน้อยๆน่ารัก 7 ตัว
แม่ไก่และลูกไก่เห็นต่างพากันชุลมุนวิ่งหนีลนลาน
เจ้าเหยี่ยวบินถลาลงมา หวังจะโฉบจับไก่ไปเป็นอาหาร
แต่ตายายเห็นเข้า คว้าไม้คานไล่เหยี่ยวทันเวลา
แม่ไก่และลูกไก่ปลอดภัย รู้สึกซาบซึ้งบุญคุณของตากับยายเป็นอย่างมาก
ที่ช่วยชีวิตมันไว้ ให้รอดพ้นจากอันตราย
ตากับยายจึงเข้าไปนมัสการ และตั้งใจว่าจะทำอาหารไปถวายพรุ่งนี้
เมื่อค้นดูในเสบียงอาหาร ในครัวก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย
ตากับยายสงสารพระมาก..เกรงว่าจะอดอาหาร
เพราะในระแวกนี้…มีบ้านของตากับยายเพียงหลังเดียว
ตากับยายจึงปรึกษากันว่า อาจจะต้องฆ่าแม่ไก่แล้วทำอาหารถวายพระ
ทั้งตากับยายรู้สึกเศร้าใจมาก
ด้วยความรักและสงสารแม่ไก่กับลูกไก่ที่ต้องกลายเป็นลูกกำพร้า
เพื่อตอบแทนบุญคุณของตากับยาย แม่ไก่จึงบอกลูกว่า
“ลูกเอ๋ย วันรุ่งแม่ก็ต้องตายแล้ว แม่จะต้องตอบแทนบุญคุณตากับยาย
ที่ชุบเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเป็นลูกเจี๊ยบ”
ลูกไก่ทั้ง 7 ได้ยินดังนั้น ก็ร้องไห้ซบอกแม่แน่นขึ้น
แม่ไก่ก็ร้องไห้สะอื้นสั่งเสียลูกต่อไปว่า
“ลูกๆทั้ง 7 ตัว ต้องรักกันสามัคคีกัน น้องจิ๋วต้องเชื่อฟังพี่ใหญ่”
แล้วแม่ไก่ก็กอดลูกน้อยร้องไห้ทั้งคืน จนกระทั่งหลับไป
เมื่อตากับยายก่อไฟเตรียมประกอบอาหาร
ทันใดนั้น ตากับยายก็ต้องตกตะลึงจนร้องไม่ออก
เมื่อเห็นลูกไก่ทั้ง 7 ตัว กระโดดเข้ากองไฟ ตายตามแม่ไก่ไปเทวดานางฟ้า ต่างก็ทราบซึ้งในความกตัญญูของแม่ไก่และลูกไก่
จึงได้รับลูกไก่ทั้ง 7 ตัว ไปอยู่บนฟากฟ้า มีแสงระยิบระยับเป็นประกาย
หรือที่เรียกว่ากลุ่มดาวฤกษ์ ๗ ดวง ชื่อ “กัตติกา” บนท้องฟ้า
คอยประกาศถึงความดี…ที่มีความรัก และความสามัคคีของพี่น้องทั้ง 7 นั่นเอง